Home » Feature » เขา เขา By: DiN In: Feature เขา DiN 01:26 1 คนไข้รับใหม่ส่งเสียงไอดังมาจากห้องแยกสาม ฉันหยิบหน้ากากจากกล่องที่วางไว้ริมหน้าต่างมาสวม เดินผ่านฟลอร์คนไข้ที่นอนแออัดยัดเยียดไปตามระเบียงทางเดินท้ายตึก ระเบียงนี้ทอดยาวไปทางโรงซักฟอก(เว้น 1 เคาะ) มองเห็นต้นต้อยติ่งสีม่วงปลูกเป็นทางด้านหน้ากำลังชูดอกบานสะพรั่งเวลาแสงแดดสาดกระทบถึงระเบียงเกิดเงายักย้ายบนพื้นซีเมนต์งดงามเหมือนนางในวรรณคดีกำลังร่ายรำ เคยคิดจะขอไปปลูกที่บ้านก็หลายทีแต่ไม่เคยได้ทำดั่งความคิดเลยสักครั้งแต่ละวันแต่ละเวรล้วนผ่านไปรวดเร็วราวติดปีกบินจนบางครั้งอยากเอากรรไกรโรงพยาบาลตัดปีกมันทิ้ง การได้ละสายตาออกจากตัวตึกเห็นต้นไม้ใบหญ้าแม้เพียงน้อยนิดทำให้ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากภาระงานผ่อนเบาลงบ้าง ฉันเดินผ่านห้องแยกสองถึงห้องแยกสามเสียงไอยังถี่กระชั้นเป็นชุด หยุดยืนหน้าห้องเคาะประตูเบาๆ ผลักบานประตูเข้าไปเสียงลั่นเอี๊ยด ชายหนุ่มผมยาวหน้าตาดีนอนแซ่วอยู่บนเตียงอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน เขาหันมองพยายามยันตัวลุกนั่ง(ทำ)กระปุกน้ำเกลือบนเสาแกว่งไปมา “ลุกไม่ไหวไม่ต้องลุกก็ได้ค่ะ” ฉันห้าม เขาไอ(อีก)สองสามทีจนซี่โครงขยับ ไม่ต้องใช้หูฟังปอดสองข้างได้ยินเสียงวีชซิ่ง(จากปอด)ชัดเจน “เดี๋ยวพ่นยานะค่ะ” ฉันเดินกลับไปที่ห้องทำงานอีกครั้งเตรียมยาพ่นผสมน้ำเกลือดูดใส่ไสริงซ์แล้วเดินกลับมาห้องเพื่อพ่นยาให้เขา หลังพ่นยาเสร็จเขาหอบลดลง ฉันเปลี่ยนสายออกซิเจนจากกระบอกพ่นยา สวมสายออกซิเจนผ่านทางจมูกให้เขา น้ำในกระเปาะออกซิเจนตรงหัวเตียงผุด(ปุด)ขึ้นลงเป็นฟองฝอยเหมือนกระจกบานใสวันฝนพรำ กวาดสายตามองโต๊ะหัวเตียง เห็นตลับเก็บเสมหะสีน้ำตาลสามตลับซึ่งแจกให้เมื่อเช้ายังวางอยู่ที่เดิม ข้างๆกันนั้นมีเหยือกตวงน้ำดื่มน้ำพร่องลงไปครึ่งเหยือก ฉันตาลุกวาวเมื่อเห็นหนังสือบทกวีปีกหัก ของคาลิล ยิบลาลวางเด่นอยู่บนโต๊ะนั้นด้วย ใจอยากถามเขาถึงงานวรรณกรรมที่ฉันเองก็สนใจอยู่ไม่น้อยแต่ต้องเลี่ยงคุยไปอีกทางหนึ่ง “คุณยังไม่ได้เก็บเสมหะส่งตรวจเหรอค่ะ” ฉันกล่าว(พูด)สายตาจับจ้องตลับเก็บเสมหะอีกครั้ง “ผมลืม” “ครั้งต่อไปอย่าลืมนะค่ะ” ฉันกำชับ สาบานว่าไม่ได้ดุเขาเลยสักนิด เขา (ไม่ต้องเว้นวรรค)พยักหน้าแทนคำตอบ สีหน้าท่าทางอิดโรย ใจยังอยากถามถึงหนังสือที่วางบนโต๊ะ แต่ต้องเก็บงำความสนใจใคร่รู้เอาไว้ คิดเองเออเองชุดผู้ป่วยของเขากระเป๋าช่องบนหน้าอกซ้ายมีปากกาสีเงินด้ามเล็กเหน็บอยู่บวกกับหนังสือที่เขาอ่านเขาคงชอบขีดๆเขียน ๆเหมือนฉันเป็นแน่ ค่อยเอาไว้คุยกับเขาวันหลังในเรื่องนี้ก็ได้เชื่อว่าคงนอนรักษาตัวอีกหลายวัน 2 เป็นดังคาดการณ์หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปแม้อาการหอบเหนื่อยของเขาลดลง การตรวจเสมหะสามวันไม่พบเชื้อวัณโรค แต่อาการไข้ขึ้นสูงปรี๊ดแทบทะลุปรอทในแต่ละเวรทำให้แพทย์เจ้าของไข้สงสัยโรคบางอย่าง อยู่มาวันหนึ่งแพทย์เจ้าของไข้สั่งเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุเพิ่มเติม ภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ตกเป็นของฉันอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ความสนิทสนมคุ้นเคยหลายวันที่ผ่านมานำพาฉันไปยืนอยู่บนหน้าผา ฉันดูนาฬิกาข้อมือสิบนาฬิกาเป็นช่วงเวลาเหมาะสมในการพูดคุย นับว่าโชคดีที่ภรรยาเขาไม่อยู่ ไม่มีใครอยู่ในห้องนอกจากฉันกับเขา “วันนี้อาการเป็นยังไงบ้างค่ะ” ฉันถาม “เพิ่งทานยาลดไข้ไปเมื่อสักครู่ค่อยยังชั่วแล้วครับ” “มิน่าละเหงื่อคุณออกท่วมตัวเชียว” (ข้างล่างต้องเอามาต่อกัน) “อ่านปรัชญาชีวิตไปถึงไหนแล้ว” ฉันถามถึงหนังสือกฤษณะ มูรติที่เขาถืออ่านอยู่ในมือ (ปรัชญาชีวิตเป็นของคาลิล) ฉันมอบให้เขาไว้อ่านฆ่าเวลาในช่วงรักษาตัวในโรงพยาบาล “มาได้ครึ่งเล่มแล้วละ” “อ่านจบแล้วไม่ต้องคืนนะค่ะฉันให้” (เอาที่ขีดฆ่าด้านบนมาใส่ตรงนี้) “มันจะดีเหรอ” “ดีสิค่ะ” “ว่าแต่อาการของคุณหมอว่ายังไงบ้าง” ฉันถามทั้งที่รู้ดีอยู่แล้ว “หมอบอกปอดดีขึ้นแต่อาการไข้ไม่ลงให้นอนฉีดยาฆ่าเชื้อต่อสักสองสามอาทิตย์” “เมื่อเช้าตอนหมอเข้ามาตรวจ หมอได้บอกคุณไหมคะเรื่องการตรวจเลือด” ฉันถาม “ไม่ได้บอกอะไรนิครับ” เขาเลิกคิ้วท่าทางสงสัย “เกิดอะไรขึ้น” “ไข้คุณไม่ลงสักทีหมอเลยสั่งให้เจาะเลือดตัวหนึ่งซึ่งเลือดตัว(แน่ใจนะว่าใช้คำ ‘เจาะเลือดตัวหนึ่ง’)นี้ก่อนเจาะต้องได้รับความยินยอมจากคนไข้ก่อน” “เลือดที่ว่า” “ตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือเชื้อเอดส์คุณเคยได้ยินโรคนี้บ้างไหมค่ะ” เราพูดคุยกันเรื่องการตรวจเลือดนานนับ(ร่วม)สามสิบนาที ฉันให้ข้อมูลโรคย่อ ๆว่าโรคเอดส์ติดต่อได้สามทางจากเลือด จากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ และ ทางเพศสัมพันธ์ อาการมีตั้งแต่ไม่ปรากฏอาการไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด เชื้อราในช่องปาก ผื่นคันตามแขนขาคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง มีหลายสิ่งที่เขาไม่เคยนึกถึงมันมาก่อนตลอดสามปีที่ผ่านมาก่อนแต่งงาน ฉันทำให้เขาตระหนักถึงสิ่งนี้ คำถามที่ทำให้เขาเริ่มลังเลไม่แน่ใจในคำตอบทำให้เขาครุ่นคิดวิตกกังวล ฉันไม่ต่างจากนักฆ่าต้องทำงานตามใบสั่ง สรุปคร่าว ๆที่เราสนทนากันเขาไม่ใช่ผู้ชายเจ้าชู้แต่สามปีที่ผ่านมาก่อนแต่งงานช่วงจบปริญญาตรี(เว้นวรรค)เพื่อน ๆพาเขาไปฉลองรับปริญญาที่สถานบริการแห่งหนึ่งครั้งนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาที่เคยเข้า(สำหรับ)สถานที่เช่นนี้ เขาเมามากเขา(เลย)ไม่ได้สวมถุงยาง ฉันประเมินเขามีภาวะเสี่ยงสูง ฉันให้เขาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการตรวจเลือดแล้วให้เขาเป็นคนชั่งน้ำหนักตัดสินใจเอง เขาตัดสินใจตรวจเลือดในครั้งนี้และไม่ยอมเปิดเผยความลับกับใคร ฉันนัดพบเขาอีกครั้งในวันถัดมาครั้งนี้ในยามค่ำคืน 3 ฉันผลักบานประตูบานเก่าเข้าไปในห้องแยกสามเสียงประตูลั่นเอี๊ยดไม่ต่างจากครั้งก่อน นอกหน้าต่างมีกลิ่นชื้นฝน เขานอนเหม่อลอยที่เตียง สูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอดราวกับว่าจะไม่มีโอกาสได้สูดมันกลับเข้าไปอีก “ดูสีหน้าคุณไม่ค่อยสบาย ” ฉันจับแขนเขาตัวร้อนราวถ่านในเตา “ตัวคุณร้อนจี่เลยนิ ” (เอาไปต่อบรรทัดบน นิ ใส่ ไม่เอกด้วย) “ฮืม” “เดี๋ยวฉันเช็ดตัวลดไข้ให้คุณนะ ” ไม่รอคำตอบ ฉันเปิดประตูระเบียงด้านหลังหยิบกะละมังวางคว่ำบนชั้นมาใส่น้ำจากก๊อก(วรรค)เสียงน้ำกระทบกะละมังดังซู่ด้วยความแรงของน้ำเมื่อแรกเปิดหรือไม่ก็เป็นความซุ่มซ่ามเป็นปกตินิสัยทำให้น้ำกระเด็นโดนชุดกระโปรงขาวของฉันเป็นด่างดวงไม่เป็นไรไม่นานเดี๋ยวมันก็แห้งฉันคิด ก่อนคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กสองสามผืนพาดบนราวตากแช่ในกะละมัง ฉันนำอุปกรณ์เช็ดตัวลดไข้ทั้งหมดวางไว้(บน)โต๊ะสีขาวข้างเตียง มือสองข้างบิดผ้าชุบน้ำในกะละมังพอชุ่ม ค่อย ๆเช็ดตัวเขาจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ วางผ้าตามข้อพับแขน ซอกคอ ซอกรักแร้ บริเวณนี้เส้นเลือดเยอะน้ำจะพาความร้อนออกจากร่างกายไข้จะลดลงอย่างรวดเร็วดีกว่าการกินยาพารา(ต้องมีฯ)มากๆให้เป็นอันตรายต่อตับ “วันนี้ไม่เห็นภรรยาคุณเลย” ฉันพูดพลางเช็ดพลาง “เธอกลับบ้านไปพักใหญ่แล้วครับ ผมเป็นคนบอกให้เธอกลับเองเป็นห่วงบ้านไม่มีใครอยู่” “ภรรยาคุณเธอเป็นคนสวยนะค่ะ” “ครับผมรักเธอมาก” “เธอเป็นผู้หญิงที่โชคดี หากเธอได้ยินคงยิ้มแก้มปริ แต่ดีแล้วคะที่เธอไม่อยู่ เราจะได้คุยกันสะดวกขึ้นผลเลือดออกแล้ว” “คุณพร้อมที่จะฟังไหม” (ต่อที่บรรทัดบน) เขาพยักหน้าแทนคำตอบ “เดี๋ยวฉันเช็ดตัวลดไข้ให้คุณเสร็จก่อน แล้วเราค่อยกลับมาคุยกันถึงเรื่องนี้นะค่ะ” ฉันใช้เวลายี่สิบนาทีในการเช็ดตัวลดไข้(วรรค)ตัวเขาเย็นลง(วรรค)วัดไข้ซ้ำอุณหภูมิร่างกายเขาลดลงเหลือสามสิบเจ็ดจุดแปดองศา(วรรค)แม้ยังมีไข้ต่ำๆอยู่ แต่นับว่าการเช็ดตัวลดไข้ในครั้งนี้ได้ผลเป็นอย่างดี ฝีมือแฮะฉันคิดในใจ “เป็นไงบ้างค่ะสบายตัวขึ้นบ้างไหม(มั้ย)” ฉันถาม ก่อนยกเก้าอี้พลาสติกสีแดงมานั่งข้างเตียง “ขอบคุณคุณมาก” “ไม่เป็นไรค่ะเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว” “คุณทำอย่างนี้กับคนไข้ทุกคนหรือเปล่า” “พวกเราทำมากว่าที่คุณเห็นซะอีก” ฉันล้วงซองกระดาษสีขาวจากกระเป๋าในกระโปรงชุดพยาบาลยื่นให้เขา เขารับมันไว้ มือสั่น ค่อย ๆ ฉีกซองเปิดอ่านผลเลือด เขาก้มหน้าคอตกความเงียบงันเกิดขึ้นนับแต่นั้น 4 ช่วงหลายวันที่ผ่านมามีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากมาย อาการของเขาทรุดหนักถูกย้ายจากห้องแยกมาไว้ห้องรวมเพื่อใกล้พยาบาลมากขึ้น หมอเจ้าของไข้ไม่ได้ให้ยาอะไรเพิ่มเพียงแค่รักษาแบบประคับประคอง ญาติของเขาที่รู้ข่าวเริ่มทยอยมาเพื่อนนักเขียนนักข่าวบางคนมีสีหน้าท่าทางโกธรให้(โกรธให้เป็นภาษาพูด)แพทย์พยาบาลที่ไม่ดูดำดูแดงคนไข้ ญาติบางคนบอกว่าอาการหนักอย่างนี้ต้องส่งต่อ (ตรงนี้ต้องย่อหน้าใหม่)เรื่องบางเรื่องกว่าจะอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้ทุกคนเข้าใจแทบเกิดการปะทะ ว่าทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นความสมัครใจของคนไข้ที่เซนต์(เซ็น)ไว้เมื่อยังรู้สึกตัวดีเขาไม่ประสงค์ใส่ท่อช่วยหายใจหรือปั้มช่วยเหลือช่วยชีวิตหากเขาหยุดหายใจไปดื้อ ๆ วันพรุ่งนี้เขาจะได้เริ่มเข้าโครงการกินยาต้านไวรัสเพื่อยับยั้งเชื้อเอชไอวีที่คลินิกนิรนาม(วรรค)เขาจะมีอายุอีกนานยาวหากเขาผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ (ประโยคสุดท้ายไม่เข้าใจ)เขา แม่เขาแล้วก็ฉันรู้เรื่องราวนี้เป็นอย่างดี ฉันยังเก็บเป็นความรับ(ลับ)ของคนไข้ (ตรงนี้ต้องเป็น 5)เสียงคนร้องให้ดังระงมคับตึก ฉันตื่นจากภวังค์ (ต้องบรรยายภาพก่อน ไม่งั้นลำดับภาพไม่ต่อเนื่อง) “พี่ต้องสู้น่ะ พี่จะจากฉันกับลูกไปย่าง(อย่าง)นี้ไม่ได้ฉันกำลังท้องลุก(ลูก)ของเรา” ภรรยาเขากุมมือเขาร้องไห้(กุมมือเขา) บัดนี้เขาไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว ฉันเบือนหน้าไปอีกทาง คำพูดที่เพิ่งได้ยินเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางอก เขาผู้ชอบอ่านหนังสือแนวเดียวกับฉันได้จากโลกนี้ไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความหลังและความลับที่ฉันมิอาจเปิดเผย(ไว้กับฉัน) ฉันควรบอกภรรยาเขาที่กำลังตั้งครรภ์ดีหรือไม่ หรือให้ความลับจากไปพร้อมกับเขา ถึงนาทีนี้ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น